ผ่างบประชานิยมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พุ่ง5แสนล้าน

ผ่างบประชานิยมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พุ่ง5แสนล้าน

นโยบาย ประชานิยมรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ถูกนำมาใช้ดึงคะแนนเสียงและเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ชัย ชนะเหนือคู่แข่ง แต่ถูกนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ติติงว่าบางโครงการเป็นการใช้เงินที่ไม่ก่อให้เกิด ประสิทธิภาพ และรัฐบาลควรเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็นมากกว่า “กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวมบางโครงการประชานิยมในปีงบประมาณ 2556 โดยยอดการใช้เงินทั้งสิ้นเฉียด 5 แสนล้านบาท

จากการรวบรวม ข้อมูลการใช้เงินงบประมาณสำหรับนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในส่วนที่มุ่งเน้นประชานิยมในปีงบประมาณ 2556 พบว่า รัฐบาลได้ใช้เงินงบประมาณไปเพื่อประชานิยมโครงการหลักๆ เป็นจำนวนรวมประมาณ 4.89 แสนล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมานับตั้งแต่รัฐบาลนี้ได้เข้า มาบริหารประเทศ อาทิ โครงการจำนำข้าวเปลือก โครงการรถยนต์คันแรก พักหนี้เกษตรกร ลดภาษีน้ำมันดีเซล รวมถึง โครงการรถเมล์-รถไฟฟรี ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากรัฐบาลก่อนหน้าเพื่อลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน

ขณะ ที่ปีงบประมาณ 2557 นั้น รัฐบาลยังคงดำเนินโครงการดังกล่าวต่อเนื่อง โดยคาดว่า จะใช้งบประมาณในการอุดหนุนประมาณ 4.28 แสนล้านบาท โดยโครงการรับจำนำข้าว ใช้เงินงบประมาณมากที่สุด ราว 3.51 แสนล้านบาท

โดย เม็ดเงินงบประมาณดังกล่าว ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในโครงการจำนำข้าวถึงจำนวนประมาณ 3.51 แสนล้านบาท จากการจำนำข้าวจำนวน 22.45 ล้านตัน ในจำนวนนี้ เป็นข้าวที่ไม่สามารถเข้าโครงการได้ทันในวันที่ 15 ก.ย. 2556 จำนวน 4.45 แสนตัน เป็นเงินประมาณ 6.6 พันล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้ใช้วิธีการจ่ายเงินส่วนเพิ่มให้กับชาวนาจำนวน 2,500 บาทต่อตัน โดยเข้าบัญชีชาวนาทันที

ทั้งนี้ รัฐบาลได้เริ่มดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกมาตั้งแต่ฤดูกาลผลิต 2554/2555 โดยในปี 2554/2555 นั้น มีเกษตรกรเข้าโครงการจำนวน 2.16 ล้านราย คิดเป็นจำนวนข้าวเปลือกรวม 21.65 ล้านตัน เป็นวงเงิน 3.37 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับการรับจำนำในฤดูกาลผลิต 2555/2556 จะมีจำนวนข้าวเปลือกที่เข้าโครงการจำนวน 44 ล้านตัน เป็นเงิน 6.88 แสนล้านบาท

ขณะที่ คณะรัฐมนตรี มีมติว่า ภายในสิ้นปีนี้ กรอบวงเงินที่ใช้ในการรับจำนำจะต้องไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2557 รัฐบาลตั้งวงเงินในการใช้ในการจำนำข้าวไว้จำนวน 2.7 แสนล้านบาท สำหรับการรับจำนำข้าวจำนวนไม่เกิน 16.5 ล้านตัน

อุดหนุนน้ำมันดีเซลปีละแสนล้าน

สำหรับ มาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซลนั้น รัฐบาลได้ดำเนินการลดภาษีน้ำมันดีเซลมาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยลดอัตราภาษีที่เคยเก็บในอัตรา 5.31 บาทต่อลิตร เหลือ 0.005 บาทต่อลิตร ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ประมาณ 1.08 แสนล้านบาทต่อปี หรือ เฉลี่ยเดือนละ 9 พันล้านบาท ขณะนี้ รัฐบาลยังเดินหน้านโยบายนี้ต่อ ส่งผลให้รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในแต่ละปี

รถคันแรกรัฐสูญเงิน7หมื่นล้าน

สำหรับ โครงการรถยนต์คันแรกนั้น ขณะนี้ กระทรวงการคลังได้ทยอยคืนเงินแก่ขอผู้ใช้สิทธิโครงการในปีงบประมาณ 2556 ไปจำนวนประมาณ 5 แสนราย เป็นเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกราว 5 แสนราย รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณให้ใช้สำหรับโครงการดังกล่าวในปี 2557 จำนวน 4 หมื่นล้านบาท โดยรวมรัฐบาลจะใช้เงินสำหรับโครงการนี้จำนวนประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

งบพักหนี้เกษตรกร7.5พันล้านต่อปี

สำหรับ โครงการพักชำระหนี้ ทั้งที่เป็นลูกหนี้ที่ดีและที่เป็นหนี้เสียมูลหนี้วงเงินไม่เกิน 5 แสนบาทต่อรายนั้น รัฐบาลมีกลุ่มเป้าหมายลูกหนี้ที่เข้าข่ายในโครงการนี้ จำนวนประมาณ 3.8 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้คงค้างประมาณ 4.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ลูกค้าจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 2.9 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้ 3.9 แสนล้านบาท ธนาคารออมสิน 8.4 แสนราย มูลหนี้ 6.4 หมื่นล้านบาท ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) จำนวน 7.8 พันราย มูลหนี้ 1.4 พันล้านบาท และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) จำนวน 3.5 พันราย มูลหนี้ 450 ล้านบาท

ทั้งนี้ เดิมรัฐบาลกำหนดให้ลูกหนี้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้าใช้สิทธิในโครงการ แต่ต่อมารัฐบาลกำหนดให้ลูกหนี้ทุกรายที่มีมูลหนี้ตามกำหนดได้รับสิทธิทั้ง หมด ทำให้ลูกหนี้ทั้งหมดได้ใช้สิทธิในโครงการ โดยโครงการนี้ได้พักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งเริ่มพักชำระหนี้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2555 และจะครบถึงวันที่ 31 ส.ค. 2558

โครงการดังกล่าว รัฐบาลมี 2 แนวทางให้ลูกหนี้เลือกใช้สิทธิ คือ 1.พักหนี้เงินต้น 2.ไม่พักหนี้เงินต้น ทั้งสองแนวทางนั้น ต้องชำระดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยที่รัฐจะลดอัตราดอกเบี้ยให้จากอัตราดอกเบี้ยปกติจำนวน 3% ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี แถมด้วย การให้กู้เงินเพิ่มตามศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย กรณีเงินกู้เพิ่มนี้ แบงก์จะคิดอัตราดอกเบี้ยปกติ

ส่วนภาระดอกเบี้ย จะปรับลดในอัตรา 3% ต่อปี รัฐบาลกับแบงก์รัฐจะแบ่งกันรับผิดชอบในอัตรา 1.5% ต่อปี กรณีที่ลูกหนี้ทั้งหมดเข้าโครงการจะรวมเป็นเงินที่ต้องชดเชยจำนวน 4.5 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ย 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้รัฐจะนำงบประมาณมาชดเชยจำนวน 7.5 พันล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 7.5 พันล้านบาท ทางแบงก์รัฐจะยอมสละผลกำไรในแต่ละปีมาช่วยเหลือลูกหนี้ แต่ท้ายที่สุด เงินที่นำไปอุดหนุนโครงการนี้ ก็คือเงินของรัฐบาลนั่นเอง

ทั้ง นี้ ธ.ก.ส. ซึ่งมีจำนวนลูกหนี้ในโครงการมากที่สุด ณ 30 ก.ย. 2556 มีเกษตรกรบางส่วนออกจากโครงการ เนื่องจากชำระหนี้เสร็จ ต้องการไถ่ถอนที่ดินคืน บางส่วนได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนโยบายรัฐอื่นๆ และบางส่วนไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขโครงการ คงเหลือเกษตรกรในโครงการประมาณ 1.7 ล้านราย จำนวนเงิน 1.82 หมื่นล้านบาท

รถเมล์-รถไฟฟรี 6 เดือน ใช้ 2 พันล้าน

รัฐบาล ได้ต่ออายุมาตรการรถเมล์-รถไฟฟรี เป็นระยะที่ 13 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอเป็นระยะเวลา 6 เดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2556 ถึง วันที่ 31 มี.ค. 2557 วงเงินชดเชยจำนวน 2,085 ล้านบาท โดยให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินชดเชย ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวดำเนินการมาแล้วจำนวน 12 ระยะ หรือ นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2552 ถึง วันที่ 30 ก.ย. 2556 โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายไปแล้วกว่า 1.45 หมื่นล้านบาท

ข้อมูลโดย : www.bangkokbiznews.com

You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply